วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงการสื่อสารมวลชนในอนาคต
การสื่อสารมวลชนในยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปเยอะจากอดีต
เพราะมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเข้ามาทดแทนการสื่อสารมวลชนแบบเดิมอย่างสื่อสิ่งพิมพ์
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสื่อสิ่งพิมพ์จะหายไปจากวงจรของสื่อสารมวลชนไปหมด
แต่ยังสร้างความพึงพอใจให้กลุ่มผู้สนใจที่จะอ่านได้ตอบสนองความคิดเห็นของข่าวได้เช่นเดียวกัน
แม้ว่ายุคการสื่อสารโลกาภิวัฒน์จะเข้ามาเป็นเทรน์ใหม่และกำลังเป็นที่นิยมของคนทั่วโลกได้ในปัจจุบัน
มีเครื่องมือการสื่อสารทั้งสื่ออินเตอร์เน็ตความเร็วสูง สมาร์ททีวี โทรทัศน์ดิจิตอล (Digital television) รวมถึง TV+SOCIAL
ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่ล้ำสมัยที่สุดในตอนนี้
องค์กรสื่อสารมวลนในหลายๆประเทศทั่วโลกได้ปรับแนวความคิดและกระบวนการผลิตให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เกิดมาใหม่ๆ
มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่พร้อมกับการนำเสนอข่าว แนวสี อักษร ของสื่อสิ่งพิมพ์
ให้สบายตาและมีการนำโฆษณาที่ให้ผู้อ่านได้มีส่วนร่วมไปกับข่าวสารต่างๆเพื่อไม่ให้ผู้อ่านเคลียดไปกับข่าวจนเกินไป
ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยแต่สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์
ก็นำเทคโนโลยีสมัยใหม่นำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์และรูปแบบการนำเสนอข่าว
แม้การสื่อสารยุคโลกาภิวัฒน์จะเข้ามาเป็นที่นิยมของคนทั่วโลกแต่อย่างไรก็ตามทิศทางของสื่อสิ่งพืมพ์
สิ่งโทรทัศน์
ก็ไม่มีวันหายไปจากระบบการสื่อสารมวลชนแต่จะพัฒนาตัวเองให้ทันสมัยและเร็วขึ้น
นำเสนอข่าวสารได้ลึก รอบด้าน ไปกว่าเดิม
ซึ่งจะตอบสนองความต้องการของผู้สนใจอ่านสื่อสิ่งพืมพ์ได้อย่างชัดเจนขึ้น
องค์กรสื่อสารมวลชนพยายามสร้าง Content
ข่าวให้น่าสนใจมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อที่จะดึงผู้อ่านให้อ่านข่าวได้นานๆ
อีกทั้งยังสร้างเว็บไซต์ออนไลน์เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้อ่านข่าวได้มากขึ้น สร้าง Interactivity ระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสารให้เกิดข้อถกเถียงระหว่างสารได้ดีขึ้น
องค์กรสื่อสารมวลชนยังให้ผู้รับสารทั่วโลกสร้าง Content โต้ตอบกับข่าวสาร
แสดงความคิดเห็นต่อข่าวนั้นๆได้
ซึ่งถือว่าเป็นกลุยุทธ์ที่จะดึงฐานผู้อ่านข่าวได้ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตามสื่อออนไลน์นั้นกำลังเติบโตและมีความสำคัญมาก
ใครที่มีความรู้ความสามารถด้านนี้ ก็เหมือนเป็นอาวุธเสริมในการทำงานสื่อสารมวลชน แต่ในเมื่เราเป็นคนสื่อสารมวลชน
จะเพียงแค่ใช้เทคโนโลยีเป็นไม่ได้ จำเป็นต้องรู้ว่า
การสื่อสารรูปแบบนี้อย่างไรเหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อคนข่าวเป็นจำนวนมาก
คนสื่อสารมวลชนต้องควรปรับใช้สื่อให้หลากหลาย และเหมาะสมกับการทำงาน
รูปแบบการนำเสนอทำได้มากมายตามลักษณะของสื่อสารมวลชน
นายเพ็ชรสยาม พรหมงอย ๕๓๐๑๐๖๐๔๐๐๕๑
วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555
Khao San Road
ผมเพ็ชรสยามครับ วันนี้เป็นที่ผมว่าง เพราะพึ่งสอบเสร็จพอดี เกิดอารมณ์คึกคักอยากถ่ายภาพ และเดินเล่นๆ ก็เลยออกไปถ่ายภาพสวยๆ (สวยหรือเปล่า)มาฝากเพื่อนชาวบล็อคกันครับ วันนี้ผมเก็บภาพบรรยากาศที่ถนนข้าวสารมาฝากเพื่อนกันครับ หลายคนที่อยู่ต่างจังหวัดยังไม่รู่ว่าถนนข้าวสารยามค่ำคืนเป็นยังไง มาดูพร้อมกัน
| พ่อค้า แม่ค้า ในซอยถนนคนเดิน เริ่มตั้งร้านขายของกันแล้วครับ |
| สำหรับร้านั่งชิวพี่คนนี้ บรรยากาศดีมากราคาเป็นกันเองครับ |
| เห็นเจ้าของร้านไหมครับ นั่งรอรับลูกค้า |
| ไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลย จะทำไรดีเราสองคน |
| บรรยากาศในถนนข้าวสาร วันนี้มีคนเยอะมากทั้งชาวไทยและต่างชาติ |
| คนเยอะแบบนี้จะนั่งร้านไหนดี หรือจะเดินเล่นก่อน |
| เขามาเป็นคู่เพื่อนซีกัน แล้วคุณละมากับใคร |
วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
บิ๊กคลีนนิ่งเดย์ บางเขน
วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
petsayam: สนุกกับการเรียนวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์
petsayam: สนุกกับการเรียนวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์: การเรียนสาขาวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งเป็นการเรียนที่สนุกและได้ทำกิจกรรมในระหว่างเรียน และผมเป็นคนหนึ่งที่ได...
สนุกกับการเรียนวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์
การเรียนสาขาวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งเป็นการเรียนที่สนุกและได้ทำกิจกรรมในระหว่างเรียน และผมเป็นคนหนึ่งที่ได้รับโอกาศจากเพื่อนๆให้อัดเสียงโฆษณาทางวิทยุ หรือการจับโปรแกรม และคุมสวิตเชอร์ การควบคุมแผงทำงานของการจัดรายการวิทยุ ซึ่งมันเป็นโอกาศที่ดีมากต่อการทำงานในอนาคตของผม
![]() |
| บรรยากาศเย็นๆหลังฝนตกที่มธบ และเป็นเวลาที่ผมต้องเรียนการเขียนบทโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียง |
![]() |
| เตรีมตัวอัดเสียงสปอร์ตโฆษณา |
![]() |
| เข้าห้องสตูดิโออัดเสียง |
![]() |
| เริ่มอัดเสียงแล้วนะครับ เครื่องมือดีมาก |
![]() |
| จะหมุนตัวไหนดี เสียงถึงจะออกมาดีและเล้าใจสุดๆ |
![]() |
| จะจับตัวไหนดี |
วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2555
ท่องเที่ยววิถีถิ่น ย่านหลานหลวง เขตพระนคร
กิจกรรมท่องเที่ยววิถีถิ่น
(เส้นทาง ข.รอบย่านนางเลิ้ง ย่านที่อยู่ขุนนาง แหล่งการค้า สถานบันเทิง)
เพื่อการเรียนรู้ และการเสริมสร้างความเข้าใจในมรดกวัฒนธรรมย่านเมืองเก่า
ในงานเตร่ ตรอก ลัดรั่วรอบบ้าน ฟื้นตำนานป้อมปราบฯ-พระนคร ครั้งที่๒
ตอน"ย้อนรอยอดีต สู่วิถีชุมชน ฟื้นฟูวัฒนธรรม"
วันเสาร์ ที่๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๕
ณ ย่านหลานหลวง และย่านนางเลิ้ง
วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2555
จุดเปลี่ยนสังคมไทย...ไม่ยอมรับคอร์รัปชัน
แม้ว่าการดำเนินงานในช่วงยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่๑ ยังมีข้อจำกัดหลายประการ แต่ทัศนคติของคนในสังคมที่มีต่อกการทุจริตคอร์รัปชันได้เปลี่ยนไปในทางทิศทางไม่ยอมรับการทุจริตมากขึ้น รายงานการสำรวจทัศนะของภาคธุรกิจและภาครัฐที่มีต่อสถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กันยายน ๒๕๕๔ บ่งชี้ว่าในปัจจุบันประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ไม่คิดว่าการทุจริตคอร์รัปชันเป็นเรื่องไกลตัวไม่ได้เกี่ยวกับตัวเองโดยตรง และไม่คิดว่าการทุจริตคอร์รัปชันเป็รวัฒนธรรมไทย เงินใต้โต๊ะเป็นธรรมเนียม นอกจากนี้ ท่าทีของหลายฝ่ายในสังคมที่แสดงออกอย่างชัดเจถึงการรไม่ยอมรับหรือไม่ยอมทนให้มีการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นในสังคมไทยอีกต่อไป ทั้งในส่ววนภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชันภาคเอกชนได้ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่าจะไม่ยอมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการวังวนของการทุจริตอโดยได้เร่งผลักดัน โครงการฮั้วกันไม่จ่าย ซึ่งเป็นการจัดระเบียบในส่วนของภาคเอกชนเอง และในส่วนภาคประชาชนได้ส่งสัญญาณไม่ยอมรับการทุจริตและยินดีร่วมต่อต้านการทุจริตโดยผลการสำรวจดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ธันวาคม ๒๕๕๔ พบว่า ประชาชนถึงร้อยล่ะ ๖๔ ไม่เห็นด้วยถ้ารัฐบาลทุจริตคอร์รัปชันแต่มีผลงานและทำประโยชน์ให้แก่สังคม และประชาชนที่พร้อมแจ้งและรายงานเบาะแสเมื่อพบการทุจริตคอร์รัปชัน รวมทั้งยินดีมีส่วนในการป้องกันต่อต้านคอร์รัปชันก็สัดส่วนเพิ่มขึ้นเช่นกัน เหล่านี้ นับเป็นสัญญาณ ที่ดีในการที่สำนักงาน ป.ป.ช. จะผนึกกำลังกับทุกภาคส่วน เพื่อเดินหน้าฝ่าวิกฤติคอร์รัปชันในระยะต่อไปให้ได้ ทิศทางที่ควรกันผลักดันมีดังนี้
(๑) ประสานความร่วมมือกับรัฐบาลในการผลักดันการต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจัง ทั้งที่เป็นเรื่องทั่วไปและเรื่องที่ต้องการสนับสนุนระดับนโยบาย โดยแนวทางความร่วมมือทั่วไป อาทิการพัฒนารุปแบบการมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับต่างๆที่เปิดโอกาศให้ฝ่ายบริหารและหน่วยงานภภาครัฐได้ร่วมเสนอและความคิดเห็นมากขึ้น การวางระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เอื้อต่อการต่อต้านการทุจริต การประสานความร่วมมือในการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างกระแสต่อต้านคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านสาระที่ต้องการเผยแพร่และรูปแบบของสื่อที่จะใช้ และการสนันบสนุนเชิงนโยบาย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศโดยรวมที่สำคัญได้แก่ ผลักดันแก้ไขข้อจำกัดด้านงบประมาณ ที่รัฐบาลควรเร่งรัดแก้ไขแนวทางการจัดสรรงบประมาณ ให้หน่วยงานได้รีบการสนับสนุนอย่างพอเพียง ทั่วถึง พร้อมทั้งกระจายงบประมาณดำเนินการสู่พื้นที่อย่างเหมาะสม โดนชยเฉพาะในพื้นที่มีปัญหาการทุจริตรุนแรง เร่งรัดนำมาตรการป้องกันการทุจริตที่มีพร้อม ไปใช้ในการปฏิบัติ สนับสนุนกลไกป้องกันการทุจริตที่ภาคเอกชนร่วมกันสร้าง อย่างจริงจัง
(๒) ส่งเสริมการศึกษา เพื่อสร้างเยาวชนที่เป็นสุจริตชน ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันสนับสนุนส่งเสริมการให้นโยบายการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบ ปรับทิศทางจากการมุ่งสร้างคนเก่ง คนดี ดำรงชีวิตสอดคล้องตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถก่อร่างสร้างตัวอย่างสุจริต มีคุณธรรม และจริยธรรม เน้นสร้างจิตสุจริตชน เพื่อสังคมที่มีเสถียรภาพสามารถพัฒนาเศษรฐกิจและสังคมของประเทศให้ก้าวหน้าอย่างมั่งคง รวมทั้งเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องการทุจริตของประเทศอย่างยั่งยืน
(๓) พัฒนาระบบบริหารจัดการเพื่อขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ชาติฯ สู่การปฏิบัตที่มุงผลสัมถทธิ์ แนวทางที่สำคัญ อาทิ ๑) จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติฯ ที่ยึดโยงกับเป้าหมายและแนวทางยุทธศาสตร์ชาติฯ ๒) กำหนดกลไลบริหารขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพและเชื่อมโยงการทำงานทั้งภายในและภายนอกสำนักงาน ป.ป.ช. ๓) เตรียมการพัฒนาและปรับปรุงกฏ ระเบียบ เพื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกับพหุภาคีที่ไม่ใช่ภาคราชการ ๔) สร้างความเข้าใจที่ชัดเจนระหว่างภาคีที่เกี่ยวข้องรวมถึงบุคลากรของสำนัก ป.ป.ช. ในเรื่องทิศทางและเป้าหมาย แนวทางการดำเนินงานอและผุ้เกี่ยวข้องจะต้องร่วมกำหนดแนวทางขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติงานอย่างชัดเจ โดยมีการแบ่งอำนาจและหน้าที่ความรับผิดชอบที่ตกลงร่วมกัน และ ๕) วางระบบการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานในทุกระดับและส่งเสริมการจัดทำดัชนีเพื่อเป็นเครื่องติดตามความก้าวหน้า ประเมินผลความสำเร็จ/ล้มเหลวและรางานต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
เรียบเรียงโดย
นาย เพ็ชรสยาม พรหมงอย
นักศึกษานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ทำไมต้องเลือกคุณเข้ามาแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น
ก่อนอื่นที่ไปพูดถึงการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น เราก็ต้องรู้ก่อนถึงความหมายก่อนว่าคอร์รัปชั่นที่แท้จริงคืออะไร ที่จริงการคอร์รัปชั่นมันก็คือการโกงกินชาติบ้านเมืองนั้นเอง โดยทำงานแล้วหวังผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าเป็นคนของประชาชน ทำงานเพื่อประเทศชาติ นี้เป็นการแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดของกลุ่มคอร์รัปชั่นที่โกงกินชาติบ้านเมือง ซึ้งในตอนนี้มีหลายๆฝ่ายที่คิดและหาหนทางที่จะแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นในประเทศ แต่ผมเชื่อว่า หลายๆความคิด คือคิดได้ว่าอยากจะแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น แต่คุณสามารถแก้ไขได้ไหม คิดแล้วทำได้ไหม พูดออกมาแล้วคนอื่นเข้าใจสิ่งที่คุณพูดหรือเปล่า มันแค่การพูด ทุกคนสามารถพูดได้ แต่ถ้าทำทุกคนสามารถทำได้หรือเปล่า ปฏิบัติได้ไหมในสิ่งที่พูดในสิ่งที่คิด ดังนั้นสิ่งแรกที่มนุษย์ต้องมีคุณรรม จริธรรม ที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจ สิ่งที่คุณสั่งสมมาตั้งแต่เยาว์วัย ร่ำเรียนมา มันคือคุณธรรม จริยธรรม ไม่ว่าจะเป็นสถาบันครอบครัวที่คอยดูแล ควบคุมพฤติกรรมให้อยู่ในกฏเกณฑ์ สถาบันการศึกษาที่คอยสั่งสอนให้คุณรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน สถาบันสังคมที่คอยให้คุณรู้จักโลกใบนี้มากขึ้นว่ามันมีอะไรที่จะให้เราได้พัฒนาไปในทางที่ดีและสร้างสรรค์สิ่งที่สวยงามให้กับชาติบ้านเมือง แต่ก็ยังไม่วายที่จะต้องพบเห็นคนเห็นแก่ตัวมาโกงชาติ โกงเมือง จนทำให้ชาติบ้านเมืองต้องมาทะเลาะกัน ตบตีกับ กับแค่อำนาจของเงินตรา ดังนั้นในวันนี้ผมจึงต้องลุกขึ้นมาปกป้องชาติบ้านเมืองให้กลับมาเป็นเมืองไทยที่อุดมสมบูรณ์ด้วยคุณธรรม จริยธรม หันไปทางไหนก็มีแต่รอยยิ้มที่สง่า โดยที่เรามีน้ำใจที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้อื่นก่อนเสมอ สิ่งเล็กๆที่เรียกว่าน้ำใจมันคือพลังอันแข็งแกร่งที่จะดำรงคู่กับคนไทย แล้วความเสียสละก็คือการที่เราได้ยอมสละเวลา สละแรงกาย เพื่อที่จะขับเคลื่อนกิจกรรมนั้นๆให้ ลุลวงไปได้ด้วยดี แต่การเสียสละก็ยากนักที่จะมีคนเสียสละให้ ผมจึงต้องทำให้เห็นและปฏิบัติให้เห็นว่าสิ่งที่ไม่ใช่งานของเรา ไม่เกี่ยวกับเราแต่เราก็สามารถทำได้โดยที่เราเองก็เสียสละเวลายื่นมือเข้าไปช่วยโดยที่เราก็เต็มใจ ถ้าเราเป็นก้าวแรกแล้วทำอย่างมีเหตุมีผล รู้ดีว่าทำอะไร แล้วก้าวที่สอง ก้าวที่สามมันก็จะตามมา ไม่ว่าเราจะทำอะไรเราอย่าไปคิดว่าเราตามเขานะ แต่ให้เราคิดว่าเราก็คือก้าวแรก ดังนั้นถ้าทุกคนคิดว่าตัวเองนั้นเป็นก้าวแรก มันก็จำมีกำลังใจในการทำงาน ไม่คิดที่จะอยากได้อยากมีอะไรจนเกินไป ทุกวันนี้ผมเดินไปโดยที่มีจุดหมายว่าเมืองไทยต้องเปลี่ยน เปลี่ยนจากการเห็นแก่ตัวมาเป็นเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม โดยการฝึกตนเองให้เป็นผู้ให้เสมอ ให้แบบไม่คิดอะไรกลับมา ปลูกฝังเด็กๆเยาวชนที่ขาดการเลี้ยงดูจากผู้ปกครอง ผู้ด้อยโอกาศทางการศึกษา เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า สิ่งที่ผมได้พูด ได้ปฏิบัติ มันจะต้องตอบโจทย์ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นภายในประเทศได้อย่างแน่นอน เพราะผมได้ลงมือให้หลายๆคนได้เห็นถึงศักยภาพของคนๆหนึ่งที่พร้อมจะเผชิญกับทุกๆสิ่ง และอยากจะเปลี่ยนความคิดของเยาวชนคนไทยให้หันมาเห็นถึงปัญหาการคอร์รัปชั่นภายในประเทศให้มากขึ้น ถ้าเราไม่ร่วมมือ ร่วมใจกัน ประเทศชาติก็คงจะมีแต่คนที่เห็นแก่ตัว โกงชาติ โกงเมือง ประชาชนอดยาก ข้าวปลาอาหารก็แพง ผมเชื่อว่าในความคิดของผมย่อมมีคนที่เห็นด้วยและพร้อมที่จะกล้าคนปลูกฝังกลุ่มเยาวชนตัวเล็ก อบรมสั่งสอนให้รู้จักถึงความเสียสละ ความมีน้ำใจ และที่สำคัญคือความมีคุณธรรม จริยธรรมที่ฝังลึกในหัวใจ และในอนาคตสิ่งที่คิดและ ได้ปฏิบัติมันก็จะขับเคลื่อนประเทศชาติของเราให้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป เพราะว่าไม่มีการคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นในประเทศ เห็นไหมละครับว่าสิ่งเล็กๆเหล่านี้เราสามารถทำได้ แต่ทำไมหลายๆคนกลับทำไม่ได้ และมองข้ามมันไป ดังเรามาร่วมกันเดินไปพร้อมๆกันนะครับ สองเท้ากับอีกสองมือทั่วประเทศ ร่วมคิดร่วมฝันแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นให้ห่างหายไปจากประเทศชาติของเรา เพื่อความมั่งคงและความรุ่งเรืองแห่งสยามประเทศ ถ้าวันนี้เราไม่ลองก้าว เราจะไม่มีวันรู้เลยว่าวันข้างหน้านั้นเป็นอย่างไร เรียบเรียงโดย เพ็ชรสยาม พรหมงอย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ทุนทางสังคมกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน
การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ผ่านมาส่งผลให้ประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้า
สามารถแข่งขันในเวทีโลก โดยนำแนวคิดการพัฒนาตามกระแสที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ คือ
การพัฒนาแบบทุนนิยมมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ นำไปสู่ความทันสมัย
ขณะที่ยุคโลกาภิวัตน์มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของคนไทยทุกระดับ
เปิดโอกาสการเรียนรู้อย่างไร้พรมแดน ขณะเดียวกันนำมาซึ่งค่านิยมที่มุ่งวัตถุ
มุ่งความสะดวกสบายรวดเร็ว
หากสังคมไทยปราศจากภูมิคุ้มกันที่ดีจะก่อให้เกิดความเสื่อมถอยทางวัฒนธรรม และความสัมพันธ์ที่ดีซึ่งเป็นรากฐานของความสุข
ความมั่นคงและความเข้มแข็งของชุมชน
จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาสังคมไทยให้เกิดการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง
พร้อมเผชิญสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้นอย่างรู้เท่าทันแนวคิดและความสำคัญของทุนทางสังคมเป็นที่ยอมรับขององค์กรพัฒนาระหว่างประเทศต่าง
ๆเช่น ธนาคารโลก องค์กรความร่วมมือเพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ต่างก็ตระหนักในคุณค่าของทุนทางสังคมว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืนอันนำไปสู่ความผาสุกของคนในชาติ
โดยเฉพาะ OECD พิจารณาว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดจากทุน
4ประเภท ได้แก่ ทุนทางกายภาพ ทุนทางการเงิน ทุนมนุษย์และทุนทางสังคม
ซึ่งจากการประเมินประสิทธิภาพของปัจจัยทั้ง 4 ทุนดังกล่าว
พบว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนเป็นผลมาจากปัจจัยด้านทุนมนุษย์และทุนทางสังคมถึง
4 ส่วน ขณะที่เกิดจากทุนทางกายภาพและทุนทางการเงินเพียง 2
ส่วนเท่านั้นในบริบทสังคมไทย
ทุนทางสังคมถือเป็นทุนสำคัญที่เสริมสร้างวิถีชีวิตที่ดีงามของคนในสังคมและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ
สังคมและการปกครองของประเทศมาช้านาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริการและกระบวนการผลิตในภาคเศรษฐกิจ
การบรรเทาความรุนแรงและแก้ปัญหาในยามที่เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจและสังคมซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ทุนทางทรัพยากรธรรมชาติและทุนทางเศรษฐกิจมีข้อจำกัด
การแก้ปัญหาและฟื้นฟูให้คนไทยและสังคมไทยกลับมาดำรงสถานะเดิมได้จำเป็นต้องอาศัยทุนทางสังคมช่วยสนับสนุน
ยกตัวอย่างในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540
ได้มีนักคิดและผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านประเมินว่า
การที่สังคมไทยยังคงดำรงอยู่ได้เนื่องจากมีทุนทางสังคมมากมายเป็นตาข่ายรองรับที่มีความเชื่อมโยงแน่นหนาอยู่บนพื้นฐานเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่มีจุดเด่นหลายประการ
อาทิ การมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติ
มีระบบเครือญาติและชุมชนที่เข้มแข็งบนพื้นฐานวัฒนธรรมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
มีน้ำใจไมตรี ดังนั้น ถ้าประเทศไทยสามารถนำทุนทางสังคมที่มีอยู่มาอนุรักษ์ ฟื้นฟู
พัฒนาและต่อยอดใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมแล้วจะพัฒนาคนในชาติให้มีความสุข
ประเทศชาติมีความสมดุลและเกิดความยั่งยืน “ทุนทางสังคม”
เกิดจาก การรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ
บนฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจสายใยความผูกพัน
และวัฒนธรรมที่ดีงามของสังคมไทยผ่านระบบความสัมพันธ์ใน องค์ประกอบหลัก ได้แก่ คน
สถาบัน วัฒนธรรม และ องค์ความรู้ ซึ่งจะเกิดเป็นพลังในชุมชนและสังคม
องค์ประกอบหลักทั้ง 4 ด้านมีบทบาทและยึดโยงให้เกิดทุนทางสังคม ดังนี้
2.1 คน มีบทบาทหลักในการพัฒนาประเทศ
ที่ต้องได้รับการพัฒนาในทุกมิติทั้งด้าน สุขภาพ
ที่มุ่งให้คนมีร่างกายแข็งแรงสามารถดูแลตนเองได้ ด้านจิตใจ ให้เป็นคนที่มีจิตใจดี
มีน้ำใจเอื้ออาทร เคารพกฎเกณฑ์ของสังคม มีวินัย ซื่อสัตย์ มีความเสียสละ
มีจิตสำนึกสาธารณะ และรักชาติฯลฯ และด้านสติปัญญา
ให้มีศักยภาพและมีความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเองและเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มอย่างต่อเนื่องจนมีนิสัยใฝ่รู้ไปตลอดชีวิตและพร้อมปรับตัวให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก
รวมทั้งมีความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพที่สนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
เมื่อมารวมตัวร่วมคิด ร่วมทำในกิจกรรมต่างๆ นำความรู้ที่ตนเองมีอยู่มาแลกเปลี่ยน
เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและก่อให้เกิดประโยชน์ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น
2.2 สถาบัน
มีบทบาทในการสนับสนุนและผลักดันให้เกิดพลังร่วมของคนในชุมชน/
สังคมทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข โดยมีสถาบันหลัก อาทิ
สถาบันครอบครัว เป็นสถาบันพื้นฐานในสังคมที่หล่อหลอมคนตั้งแต่แรกเกิด
เป็นแหล่งบ่มเพาะ ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมค่านิยมที่ดีงาม
รวมทั้งจิตสำนึกรู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม สถาบันศาสนา
เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในสังคม กล่อมเกลาจิตใจให้ตั้งมั่นอยู่ในคุณความดี
สถาบันศาสนาที่มีความเข้มแข็งจะสร้างศรัทธาให้แก่คนในสังคมและเสริมสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
สถาบันการเมืองการปกครอง ทำหน้าที่กำกับ
ดูแลให้สังคมอยู่ในระเบียบแบบแผนและให้คนในสังคมปฏิบัติตามกฎระเบียบที่กำหนดร่วมกัน
สถาบันการศึกษา เป็นแหล่งสร้างความรู้ทางวิชาการควบคู่กับการพัฒนาให้เกิดคุณธรรม
จริยธรรมแก่คนในสังคมโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ภาคธุรกิจเอกชน
ซึ่งมีความพร้อมทางด้านการบริหารจัดการ บุคลากร ทรัพยากร และเครือข่าย
เมื่อประกอบกับการใช้หลักบรรษัทภิบาลในการดำเนินธุรกิจหรือดำเนินธุรกิจที่มีกิจกรรมสร้างสรรค์สังคมแล้วจะเป็นทุนทางสังคมในการพัฒนาประเทศได้อย่างมหาศาล
และ สื่อ เป็นสถาบันที่สามารถชี้นำและมีอิทธิพลสูงต่อพฤติกรรม
ค่านิยมของคนในสังคมในอย่างกว้าง
2.3 วัฒนธรรม
เป็นวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมายาวนานและเป็นที่ยอมรับในสังคมนั้นๆ
ซึ่งมีความหลากหลายในแต่ละพื้นที่ เป็นในรูปของความเชื่อ ความศรัทธา
จารีตประเพณีที่ดีงาม ค่านิยมความเป็นไทย นอกจากนี้
ยังมีในรูปของแหล่งประวัติศาสตร์ โบราณสถาน ฯลฯ
วัฒนธรรมเป็นตัวยึดโยงคนในสังคมให้ตระหนักถึงรากเหง้าของตนเอง เกิดความหวงแหน
ภูมิใจที่จะรักษา อนุรักษ์ ฟื้นฟูพัฒนาและต่อยอดเพื่อประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว
ชุมชน และประเทศ
2.4 องค์ความรู้ ประกอบด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและความรู้ที่เกิดขึ้นใหม่
โดยภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นศาสตร์และศิลป์ของการดำเนินชีวิตที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ
เป็นฐานคิดและหลักเกณฑ์การกำหนดคุณค่าและจริยธรรมที่มีการสั่งสมสืบทอดกันมายาวนานจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง
จากอดีตถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดความหลากหลายของความรู้ที่นำมาใช้ประโยชน์ได้
และสร้างสมดุลในการอยู่ร่วมกันของคนและธรรมชาติอย่างเกื้อกูลกัน
ความรู้ที่เกิดขึ้นใหม่ สามารถนำมาใช้ในทางปฏิบัติได้ มีความหลากหลาย
ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อตอบสนองเป้าหมายหรือความต้องการของชุมชนได้
เช่น ความต้องการของตลาด การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้อย่างเหมาะสม เป็นต้น
องค์ประกอบหลักทั้ง 4 ด้านนับว่าเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญของสังคมไทย เมื่อใช้
ผสมผสานกันบนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจและระบบความสัมพันธ์จะก่อให้เกิดเป็นทุนทางสังคมดังนั้น
ทุนทางสังคมจึงเกิดจากการสั่งสม ปรับเปลี่ยน ต่อยอด
พัฒนาและสร้างขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลาขณะเดียวกัน
ทุนทางสังคมสามารถลดน้อยลงหรือหมดสิ้นไปหากการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำสลายลง3
การประเมินสถานภาพทุนทางสังคมการประเมินสถานภาพทุนทางสังคมในองค์ประกอบหลักดังกล่าว
พบข้อเท็จจริงที่สามารถสะท้อนจุดแข็งและจุดอ่อนขององค์ประกอบเหล่านี้ที่นำไปใช้ประกอบการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาทุนทางสังคมต่อไปได้
ดังนี้
3.1 การประเมินสถานภาพคน พบว่า
(1)
สุขภาพของคนไทยต้องเน้นการป้องกันโรคและการเสริมสร้างสุขภาพมากขึ้น
เนื่องจากภาวะการเจ็บป่วยด้วยโรคที่ป้องกันได้หรือโรคที่เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงจากการบริโภคมีแนวโน้มสูงขึ้น
เช่น โรคหัวใจที่มีอัตราการเจ็บป่วยสูงเป็นอันดับหนึ่ง คือ 451.45
ต่อประชากรแสนคนในปี 2546 โรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานมีอัตราการป่วย 389.83 และ
380.75 ต่อประชากรแสนคนในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นต้น
(2)
การศึกษาของคนไทยต้องเร่งพัฒนาคุณภาพทั้งความรู้และคุณธรรมแม้ว่าในภาพรวมคนไทยมีการศึกษาสูงขึ้น
มีจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยในกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 7.6
ปี ในปี 2545 เป็น 7.8 ปี ในปี 2546 และเพิ่มเป็น 8.1 ปี ในปี 2547 แต่ยังไม่ถึงระดับการศึกษาภาคบังคับและนับว่าต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในแถบเอเชีย
เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี และสิงคโปร์ที่ประชากรมีการศึกษาเฉลี่ยประมาณ 10-12 ปี
ขณะเดียวกัน คุณภาพการเรียนในวิชาหลักยังต้องเร่งยกระดับ เช่น วิชาคณิตศาสตร์ ชั้น
ม.3 และชั้น ม.6 มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ประเมินในระดับพอใช้และดีร้อยละ 45 และร้อยละ
43 ตามลำดับ1 ส่วนวิชาภาษาอังกฤษ
จากผลการประเมินด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ (GAT) ในปีการศึกษา 2547 ของนักเรียนชั้น ป. 6 ม. 3 และ
ม. 6พบว่ามีคะแนนผลสัมฤทธิ์อยู่ในระดับต่ำ กล่าวคือ มีคะแนนเฉลี่ย 14.94 12.91 และ
16.23 ตามลำดับจากคะแนนเต็ม 40 คะแนน
และมีข้อสังเกตว่ามีนักเรียนจำนวนไม่น้อยมีเจตคติเชิงลบต่อการเรียน 1
ผลการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (GAT) ของนักเรียนชั้น ม.3 และ ม.6 ปี 2546 ภาษาอังกฤษ นอกจากนี้
พบว่ากลุ่มเด็กและวัยรุ่นมีแนวโน้มห่างเหินหลักธรรมทางศาสนา โดยวัยรุ่นร้อยละ 45
ไม่เคยไปทำบุญตักบาตร และร้อยละ 65 ไม่เคยไปวัดฟังธรรมเลยในรอบ 1 เดือน2 เป็นต้น
(3)
คนไทยมีคุณลักษณะที่ดีเอื้อต่อการเพิ่มทุนทางสังคม
ลักษณะพื้นฐานที่สำคัญของคนไทยหลายประการ อาทิ ความยิ้มแย้มแจ่มใส
เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ชอบเอาใจและบริการผู้อื่นเปิดรับสิ่งใหม่ ฯลฯ
เป็นทุนทางสังคมที่ต้องรักษาให้คงอยู่และทำให้สังคมไทยแข็งแกร่ง สงบสุข
และสมานฉันท์
อีกทั้งเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถนำไปเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆเช่น
การผลิต การค้า และบริการ
3.2 สถาบันทางสังคมมีบทบาทน้อยในการเป็นทุนทางสังคม
แม้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งถือเป็นสถาบันหลักยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติมาต่อเนื่องยาวนานอย่างไม่เสื่อมคลาย
แต่สถาบันอื่น ๆ
ยังต้องมีการพัฒนาเพื่อผลักดันให้เป็นทุนทางสังคมที่สำคัญของสังคมไทย
จากบทความที่อ่านมาขอแสดงความคิดเห็นว่า
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
สังคมแบบไหนก็ตาม ถ้าได้รับการปลูกฝังในเรื่องของคุณธรรม
จริยธรรมและคุณค่าของทรัพยากรทางธรรมชาติ ที่มีอยู่
เราก็สามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งสังคมนิยมให้มาก ค่อยๆพัฒนาให้เป็นรูปธรรมตามกระบวนการ
ใช้ทรัพยากรอย่างถูกวิธีและให้รู้จักคุณค่าของทรัพยากรให้มากๆ
นำมาใช้ก็ต้องรู้จักทดแทนและคิดที่จะรักษามันเอาไว้
ควรที่จะนำเอาเศษรฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันและปลูกฝังให้ลูกหลานนำไปปฏิบัติต่อไปในอนาคตที่อย่างยั่งยืน
วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




























